ส่องวิวัฒนาการเทคโนโลยีระดับสนามแข่งกับบิ๊กไบค์ CBR1000RR


เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ Honda BigBike ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีสุดล้ำจากสนามแข่งสู่สุดยอดบิ๊กไบค์สายพันธุ์ Super Sport ที่มีชื่อว่า CBR1000RR (หรือที่เรียกกันว่า Fireblade ในบางประเทศ) โดยในวันนี้เราจะพาทุกท่านย้อนไปเปรียบเทียบรถมอเตอร์ไซค์ CBR ที่ถูกพัฒนาภายใต้คอนเซปต์ที่มีชื่อว่า “Total Control” คันนี้ กันตั้งแต่จุดเริ่มต้นเลยว่า มีเทคโนโลยี ฟีเจอร์เด็ด ๆ อันไหนบ้างที่ถูกนำมาบรรจุอยู่ในมอเตอร์ไซค์คันนี้

1. First-Generation CBR900RR ปี 1992

ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการจะสร้างมอเตอร์ไซค์ประสิทธิภาพสูงที่สามารถเอาชนะ RVF750 ในการแข่งขัน Suzuka 8 Hours Endurance Road Race ทาง Honda จึงได้ทำการพัฒนาการวิจัย จนในปี 1992 ความตั้งใจของ Honda สัมฤทธิผลออกมาเป็น CBR900RR มอเตอร์ไซค์ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับมอเตอร์ไซค์ Sport รุ่นเรือธงอื่น ๆ ของคู่แข่ง ซึ่ง CBR900RR รุ่นต้นกำเนิดคันนี้ มีน้ำหนักเพียง 185 กิโลกรัมซึ่งถือว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในคลาสของสมัยนั้น

2. Second-Generation CBR900RR ปี 1994

2 ปีถัดมาหลังจากรุ่นแรกได้เปิดตัว CBR900RR รุ่นที่สองนี้ก็ได้ถูกพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังพัฒนาเพิ่มเอา ขาตะเกียบหน้าแบบปรับแต่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ (Fully Adjustable Front Fork) เข้ามาประกอบ ช่วยให้ CBR900RR รุ่นที่ 2 คันนี้มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนั้นก็ยังยกระดับความเบาของตัวรถไปอีกขั้นด้วยการปรับชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถใหม่หมด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนส่วนบนของโครงกระจังหน้ารถที่เคยทำจากเหล็กไปเป็นอลูมิเนียม การเปลี่ยนวัสดุในการทำฝาครอบกระบอกสูบจากอลูมิเนียมเป็นแมกนีเซียม

3. Third-Generation CBR900RR ปี 1996

ด้วยท่อไอเสียสแตนเลสแบบใหม่ ถังน้ำมันที่ถูกปรับรูปร่างใหม่ และการตัดเอา Fuel Pump ออกไป ทำให้ CBR900RR รุ่นปี 1996 คันนี้มีน้ำหนักลดลงมาอยู่ที่ 183 กิโลกรัม นอกจากนั้นยังมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่นั่งในการขับขี่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้เสถียรภาพในการบังคับรถดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น

4. Fourth-Generation CBR900RR ปี 1998

ย้อนไปตั้งแต่จุดเริ่มต้น มอเตอร์ไซค์ตระกูล CBR นี้ถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบามากที่สุดเท่าที่จะทำได้มาตลอด เนื่องจากยิ่งน้ำหนักเบา ก็ยิ่งส่งผลต่อความเร็วของรถมอเตอร์ไซค์ โดยในปี 1998 นี้ ชิ้นส่วนถึง 80 เปอร์เซ็นของ CBR900RR คันนี้ก็ได้ถูกดีไซน์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง จนมีน้ำหนักเหลือแค่เพียง 180 กิโลกรัม นอกจากนั้นก็ยังมีการพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนของสมรรถนะความคล่องแคล่ว สวิงอาร์มแบบใหม่ที่มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

5. Fifth-Generation CBR900RR ปี 2000

ใน 2000 นี้ถือเป็นครั้งแรกที่ Honda ได้นำเอาระบบหัวฉีด PGM-FI หรือ Programmed Fuel Injection มาประกอบอยู่บนมอเตอร์ไซค์ตระกูล CBR โดยระบบ PGM-FI นี้ก็คือการนำเอาระบบอิเล็กทรอนิกส์มาควบคุมการฉีดจ่ายน้ำมันนั่นเอง ส่งผลให้ CBR900RR คันนี้มีประสิทธิภาพเครื่องยนต์ที่ดีมากยิ่งขึ้น มีปริมาณที่ไอเสียต่ำ และประหยัดน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย

6. Sixth-generation CBR900RR ปี 2002

ถือเป็นรุ่นสุดท้ายของซีรีส์ที่ใช้ชื่อ CBR900RR โดยสำหรับโมเดลเจเนอเรชัน 6 รุ่นปี 2002 นี้ ก็ได้มีการขยับเครื่องยนต์ไปเป็น 954ซีซี ในส่วนของขนาดรูลูกสูบก็มีขนาดกว้างขึ้นกว่าเดิมจาก 74 มม. ไปเป็น 75 มม. ซึ่งส่งผลให้สลักลูกสูบและลูกสูบมีน้ำหนักลดลงจากเดิม ซึ่งช่วยป้องกันอาการสั่นที่เกิดขึ้นจากขนาดเครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้นได้เป็นอย่างดี โดยน้ำหนักของ CBR900RR เจเนอเรชันนี้จะลดลงมาอยู่ที่ 168 กิโลกรัม ซึ่งเบากว่ารุ่นปี 2000 อยู่ 2 กิโลกรัม

7. Seven-generation CBR1000RR ปี 2004

ในโมเดลเจเนอเรชันที่ 7 นี้ ถือเป็นรุ่นแรกที่เริ่มใช้ชื่อ CBR1000RR โดยสำหรับรุ่นนี้ก็ได้นำเข้าเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมายจากสนามแข่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวฉีดแบบใหม่ PGM-DSFI (Programmed Dual Sequential Fuel Injection) ซึ่งประกอบด้วยหัวฉีดแยกจำนวน 2 หัวต่อ 1 สูบ ตอบสนองอัตราเร่งได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น หรือระบบประจุอากาศทางตรง (Direct Air Induction System) ที่จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

8. Eighth-generation CBR1000RR ปี 2006

CBR1000RR รุ่นปี 2006 คันนี้มีส่วนที่พัฒนาขึ้นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นท่อไอเสียปรับใหม่ที่ช่วยให้กระบวนการเผาไหม้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้แรงบิดของเครื่องยนต์ในช่วงความเร็วกลางมีความมั่นคงแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม นอกจากนั้นก็มีการขยายเส้นผ่าศูนย์กลางของดิสก์เบรกหน้าให้ใหญ่ขึ้นจาก 310 มม. ไปเป็น 320 มม. พร้อมกับลดความหนาของจานเบรกจาก 5 มม. ลงเหลือแค่ 4.5 มม. ส่งผลให้ CBR1000R รุ่นนี้นั้นมีประสิทธิภาพในการเบรกดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีน้ำหนักของตัวรถลดลงอีกด้วย

9. Ninth-generation CBR1000RR ปี 2008

ภายใต้คอนเซปต์ All the Best in Super Sport เจเนอเรชันที่ 9 ของ CBR1000RR คันนี้ถูกออกแบบโดยเน้นในเรื่องของความง่ายในการขับขี่เป็นหลัก โดยได้นำเอาระบบ Back Torque Limiter System หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อว่า Slipper Clutch มาจากมอเตอร์ไซค์แข่งโมเดล RC212V โดยระบบดังกล่าวจะช่วยลดอาการล้อหลังล็อคและท้ายปัดในขณะที่ทำการเชนเกียร์

10. Tenth-generation CBR1000RR ปี 2009

ระบบเบรก ABS หรือ Anti-Lock Braking System ของ CBR1000RR คือ ระบบ Combined ABS ที่ควบคุมโดยไฟฟ้าระบบแรกบน มอเตอร์ไซค์ Super Sport ซึ่งระบบเบรกอันนี้จะทำการแปลงแรงดันที่เกิดจากการเหยียบเบรกของผู้ขับขี่ให้กลายเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งสัญญาณนี้ไปสั่งการให้กลไก ABS ทำงานเมื่อแรงดันถึงจุดที่กำหนดไว้ ซึ่งกลไกการทำงานนี้จะช่วยป้องกันอาการล้อล็อค ท้ายปัด ซึ่งมักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่ได้นั่นเอง

11. Eleventh-generation CBR1000RR ปี 2010

พัฒนาต่อยอดจากโมเดลปี 2009 โดยสำหรับ CBR1000RR เจเนอเรชันที่ 11 นี้ได้ถูกขัดเกลาในทุก ๆ ส่วนเพื่อให้ตอบโจทย์การขับขี่สไตล์สปอร์ตให้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น โดย Honda ได้เพิ่มเส้นผ่านศูนย์กลางของ ACG Flywheel ให้สามารถสะสมแรงเฉื่อยได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้แรงบิดในช่วง rpm ต่ำดียิ่งขึ้น ทำให้การออกตัวของรถนุ่มนวลยิ่งกว่าเดิม

12. Twelfth-generation CBR1000RR ปี 2012

สมรรถนะในการควบคุมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของมอเตอร์ไซค์ Super Sport ดังนั้นในโอกาสครบรอบ 20 ปีของตระกูล CBR ทาง Honda จึงได้เพิ่มเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุม CBR1000RR เจเนอเรชันนี้ได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีลูกสูบยักษ์กันสะเทือนของ Showa ระบบหน้าปัด LCD และการอัพเดทซอฟท์แวร์ของระบบเบรกCombined-ABS ส่งผลให้ CBR1000RR รุ่นนี้ครบเครื่องในเรื่องการควบคุมยิ่งกว่าเดิม

13. All New Honda CBR1000RR ปี 2017

ในโอกาสครบรอบ 25 ปีของตระกูล CBR ในปี 2017 Honda BigBike ก็ได้ทำการปรับโฉม CBR1000RR ใหม่อีกครั้ง ตั้งแต่ชุดไฟหน้า, ไฟท้าย และไฟเลี้ยว LED พร้อมด้วยท่อไอเสียดีไซน์ใหม่ที่ผลิตจากไทเทเนียม ในส่วนของน้ำหนักของรถก็เบาลงถึง 16 กิโลกรัม นอกจากนั้นก็ยังมีในส่วนของเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายที่จะช่วยให้การขับขี่สนุกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ Throttle By Wire ระบบใหม่ที่ทำงานควบคู่กับระบบ ควบคุมแรงบิดแบบเลือกได้ Honda Selectable Torque Control ที่สามารถตรวจจับความเร็วล้อด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งช่วยให้คุณควบคุมรถได้อย่างมีอิสระมากขึ้น ระบบ Power Selector ที่ทำให้เราสามารถตั้งค่ากำลังเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับแรงบิดคันเร่งได้ และ ระบบ Engine Brake Control ซึ่งสามารถปรับเลือกตั้งค่าเองได้ตามต้องการ หรือจะเลือกใช้โหมดขับขี่ที่ตั้งไว้เป็นค่ามาตรฐานก็ได้ หากคุณตามอ่านมาจนถึงตรงนี้ก็คงรู้กันแล้วว่า มอเตอร์ไซค์ สายพันธุ์ Super Sport ประวัติยาวนานกว่า 20 ปีอย่าง CBR1000RR คันนี้ เป็นรถมอเตอร์ไซค์ ที่ไม่เคยขาดสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีเลย หากใครสนใจสัมผัสความสวยงามและเทคโนโลยีสุดล้ำของ CBR1000RR ก็ติดต่อเข้ามาดูกันได้ที่ ศูนย์ Honda BigWing Kanchanaburi 086-3444458

#HondaBigWing #HondaBigWing #Honda #BigWing #BigBike #BigBike #ฮอนดา #LoHengMong #โลวเฮงหมง #บกวง #บกไบค #CBR #cbr1000RR #CBR1000RR #Cbr1000RRSP1 #kanchanaburi #Kanchanaburi #กาญจนบร

111 หมู่ 8 ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง
จ.กาญจนบุรี 71000